วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สอบถาม บริษัทที่ซื้อหนี้เสีย(NPL) พวกบัตรเครดิต มาจัดการทวงหนี้ สามารถฟ้องคดีได้ไหม ฟ้องจากยอดไหน

เจ้าหนี้สามารถโอนหนี้มาให้เจ้าหนี้รายใหม่ได้ กฎหมายเปิดโอกาสให้ทำได้
สำหรับยอดหนี้นั้น เค้าก็ฟ้องยอดเต็ม + ดอกเบี้ยผิดนัดอยู่แล้ว
ข้อต่อสู้ของลูกหนี้ในทางกฎหมาย คือ
1. คดีนี้ขาดอายุความหรือไม่ (อายุความ 2 ปี)
2. การโอนหนี้มีการโอนกันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
3. ลูกหนี้มีข้อต่อสู้อย่างไรกับเจ้าหนี้เดิม ย่อมยกขึ้นต่อสู้กับเจ้าหนี้รายใหม่ได้
4. ข้อนี้สำคัญมาก และ ไม่ค่อยมีลูกหนี้ต่อสู้กันเลย ทั้งๆที่ต่อสู้แล้ว หากเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจแล้วล่ะก็ ศาลยกฟ้องเลยครับ แม้ว่ายอดหนี้จะเท่าใดก็ตาม
คือ ....... เจ้าหนี้มีใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการเรื่องบัตรเครดิตได้ตามกฎหมายหรือไม่
หากเจ้าหนี้ไม่มีใบอนุญาตล่ะก็ แม้ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต... ถือว่าเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิตให้ลูกหนี้
และไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการเรื่องบัตรเครดิต (ส่วนใหญ่พวก non bank )
และถ้าหากว่าเจ้าหนี้ขายหนี้ให้พวก non bank เราควรต่อสู้เรื่องนี้ด้วยว่า ไม่ใช่เจ้าหนี้ที่มีใบอนุญาตเรื่องบัตรเครดิต
และไม่อาจฟ้องเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามบัตรเครดิตได้ เพราะเจ้าหนี้ใหม่ ไม่มีใบอนุญาต ดังกล่าว



มีหลายคดีครับ แม้ว่าธนาคารจะมีใบอนุญาตให้ดำเนินการเรื่องบัตรเครดิต
แต่พอลูกหนี้ต่อสู้ในศาล แทนที่ธนาคารจะเอาเอกสารมายัน
กลับไม่เอามาสืบในศาล ให้ศาลเห็นว่าเจ้าหนี้มีใบอนุญาตเรื่องนี้
สุดท้าย ศาลยกฟ้องครับ 
คดีแบบนี้จับไก่มาหลายคดีแล้วครับ

ที่มา : http://pantip.com/topic/34531218

เมื่อโดนฟ้องบัตรเครดิต...อย่าได้กลัว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติให้เรียกเก็บดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี แต่ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยให้เรียกได้ร้อยละ 28 ต่อปี .....?.....สถาบันที่ปล่อยเงินกู้ก็เลือกที่จะเรียกร้อยละ 28 ต่อปีสิครับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2551
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์

*****.....(1)เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย.....(2)เป็นการพ้นวิสัย หรือ.....(3).....เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

*****การนั้นเป็นโมฆะ
......(1)ข้อกำหนดซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 8 แห่ง ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาต ตาม ข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ไว้ในข้อ 4.4 (1)               .....(2)ข้อกำหนดดังกล่าวกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ทั้งนี้ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บต้องไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (ร้อยละ 15 ต่อปี) โดยอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ดังกล่าว รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี (Effective rate)

.....(3)โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ โดยอัตรารวมสูงสุดไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี

.....(4)แต่ข้อเท็จจริงตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อบุคคลปรากฏว่า ในการที่โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยจำนวน 18,900 บาท
-เงินกู้จำนวน 18,900 บาท นั้น

*****โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน หรือร้อยละ 15 ต่อปี

*****และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ

*****กับค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการจำนวน 1,000 บาท ซึ่งสามารถคำนวณเป็นร้อยละได้อัตราร้อยละ 5.29 ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ

*****เมื่อรวมอัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินและค่าดำเนินการ การอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นอัตราร้อยละ 30.29

.....(5)เมื่อรวมดอกเบี้ยและค่าบริการอื่นๆทั้งหมดแล้วก็เกินกว่าอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ดังที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้

.....(6)โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว  
       .....(7)การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยค่าบริการและค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่บัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”

*****เมื่อท่านถูกฟ้องคดีบัตรเครดิตหรือคดีทำนองเดียวกันนี้ก็ให้ท่านอ่านคำฟ้องและคำนวณอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้ดีหากอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวมกันแล้วเกินอัตราร้อยละ ๒๘ ต่อปี ท่านก็ต้องชี้ให้ศาลเห็น เมื่อศาลเห็นแล้วศาลก็จะพิพากษาว่าอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเป็นโมฆะ เมื่ออัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเป็นโมฆะท่านก็มีหน้าที่ที่จะต้องชำระแต่เพียงเงินต้นเท่านั้น

สรุปว่า เหตุแห่งโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มี 3 ประการคือ

*****.....(1)การที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย.....(2)การใดๆที่พ้นวิสัยที่จะปฏิบัติได้ หรือ.....(3).....การใดๆที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

*****การอย่างใดๆในสามประการข้างต้นนั้นเป็นโมฆะ
................คดีแบบนี้ให้คิดไปถึงคดีสินเชื่ออื่นๆด้วยนะตรับ
ขอบคุณเครดิตจาก http://www.tnews.co.th/html/content/140715/